เนื่องด้วย TIMS เล็งเห็นถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนนโยบายสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตในองค์กร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต เยียวยาจิตใจ และลดปัญหาสุขภาพจิตให้กับคนทำงานในสังคมปัจจุบัน การพัฒนาหลักสูตรส่งเสริมสุขภาพจิตในที่ทำงานและการจัดกิจกรรมอบรมผู้นำองค์กรจึงริเริ่มขึ้น โดยเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้ผู้นำองค์กรมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างเสริมสุขภาพจิตและสุขภาวะทางจิตให้กับพนักงานในองค์กรของตนเอง ตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงแนวปฏิบัติได้
การพัฒนาหลักสูตรนี้ใช้กรอบแนวคิด GRACE model ซึ่งเป็นนโยบายการสร้างเสริมสุขภาพจิตในองค์กร ครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่
G: Growth and Development – การเติบโตและการพัฒนา
โอกาสเติบโต ก้าวหน้าในงานและพัฒนาบุคลากร คือ การวางแผนความก้าวหน้าของพนักงานอย่างเป็นระบบ และถ่ายทอดสู่แผนพัฒนาองค์ความรู้ ทักษะ ความเชี่ยวชาญ และคุณลักษณะเชิงบวก
R: Recognition – การยอมรับและเห็นคุณค่า
การชื่นชม ยกย่อง และให้ความสำคัญกับบุคลากรที่ปฏิบัติงานได้ดี คือ กระบวนการในการช่วยให้พนักงานเข้าใจสิ่งที่เขาทำว่า สร้างคุณค่าอะไรให้กับองค์กรและผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นการแสดงความรู้สึกขององค์กรที่มีต่อผลความสำเร็จจากการปฏิบัติงานของพนักงาน เช่น การแสดงความชื่นชม และการให้รางวัล
A: All for inclusions – ความเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมของทุกคน
การมีส่วนร่วม รู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง และเคารพความแตกต่างหลากหลาย คือ บรรยากาศในองค์กรที่พนักงานทุกคน ไม่ว่าจะมีภูมิหลัง อัตลักษณ์ หรือทัศนคติที่แตกต่างหลากหลายกัน ล้วนได้รับการยอมรับและปฏิบัติอย่างเป็นธรรมเท่าเทียมกัน เห็นความสำคัญ และให้คุณค่า
C: Care for health and safety – การดูแลสุขภาพจิตและความปลอดภัย
ส่งเสริมการมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง ปลอดภัย และสุขภาวะทางจิตที่ดี คือ นโยบาย แนวปฏิบัติและกระบวนการที่ดำเนินการในองค์กรเพื่อป้องกันสุขภาวะทางร่างกายและจิตใจของบุคลากรในขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมไปถึงการป้องกันการบาดเจ็บ การเจ็บป่วย และอุบัติเหตุ พร้อมกับส่งเสริมสุขภาวะทางจิตของพนักงาน
E: Work and Life Enrichment – การเสริมสร้างคุณค่าในงานและชีวิต
เสริมคุณค่าในงาน เพิ่มคุณค่าในงานและชีวิต โดยมีการส่งเสริมกันระหว่างการจัดการชีวิตและการทำงาน คือ การมีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่สนับสนุนการเพิ่มคุณค่างานและชีวิตแก่พนักงาน ทำให้พนักงานมีประสบการณ์ทำงานและชีวิตทางบวกที่ส่งเสริมกัน ซึ่งจะส่งผลต่อความพึงพอใจในการทำงานและชีวิต สุขภาวะที่ดี และผลการปฏิบัติงาน

ผลลัพธ์ที่คาดหวังของโครงการนี้คือ เพื่อให้องค์กรมีนโยบายและนวัตกรรมเพื่อการส่งเสริมสุขภาพจิตในองค์กรได้อย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมวัฒนธรรมการรับฟังซึ่งกันและกันในองค์กร และสร้างความรู้สึกปลอดภัยเชิงจิตวิทยาให้กับคนในที่ทำงานมากยิ่งขึ้น โดยเน้นการสร้างความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา (Psychological safety) และการเรียนรู้ทักษะการฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathetic listening)
TIMS ได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรนำร่อง คือ บริษัท Food passion ในการพัฒนาและทดลองใช้หลักสูตร แบ่งออกเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสำหรับผู้บริหารและหลักสูตรสำหรับผู้จัดการ ทั้งนี้ บริษัท Food passion ได้มีส่วนร่วมในการเสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกแบบหลักสูตร พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมอบรมผู้นำองค์กร
ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เวลา 9.00-12.00 น. และวันที่ 29-30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 เวลา 9.00-16.00 น. ณ สำนักงานใหญ่ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ประชาชื่น ผู้เข้าร่วมอบรมจำนวนรวมทั้งหมด 126 คน แบ่งเป็นรอบผู้บริหาร จำนวน 17 คน รอบผู้จัดการกลุ่มที่ 1 จำนวน 59 คน และรอบผู้จัดการกลุ่มที่ 2 จำนวน 50 คน

หลักสูตรอบรมประกอบไปด้วยกิจกรรมสำหรับการประยุกต์ใช้ในองค์กร ได้แก่ การแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับคุณลักษณะของผู้ฟังที่ดี ทำความรู้จักทักษะการฟังอย่างเห็นอกเห็นใจ (Empathetic Listening), การใช้ OARS Models ในการสื่อสาร โดยการฝึกตั้งคำถามปลายเปิด (Open-questions), การฝึกสังเกต การขอบคุณสิ่งรอบตัว และการชื่นชมพนักงาน (Affirmation), การรับฟังและสะท้อนเพื่อสร้างความเข้าใจ (Reflection), การสรุปประเด็นจากการฟังเรื่องราว (Summarizing), รวมไปถึงการรู้ทันกับดัก เพื่อฟังอย่างเข้าใจ และการวางแผนการสื่อสารเชิงบวกกับพนักงานตามสถานการณ์ที่ได้รับ เพื่อให้ผู้นำองค์กรสามารถนำทักษะความรู้ไปปรับใช้กับการสื่อสารในองค์กร

จากการอบรมหลักสูตรผู้นำองค์กรส่งเสริมสุขภาพจิตและนวัตกรรมสุขภาพจิตสำหรับผู้บริหาร เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด พบว่าภายหลังการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการสร้างนโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตให้กับคนในองค์กร ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety) ทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathetic Listening) เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการอบรมในทุกด้าน โดยคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะทั้ง 3 ด้านก่อนการอบรมอยู่ที่ 2.96 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 59.20 และคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังอบรมคือ 4.20 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 84.00 ส่วนความพึงพอใจในการอบรมทั้งในด้านเนื้อหาของหลักสูตร ด้านวิทยากร และด้านวัสดุอุปกรณ์ประกอบการสอน มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.24 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 84.80 ซึ่งผ่านเกณฑ์ความพึงพอใจที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70
ในการอบรมหลักสูตรผู้นำองค์กรส่งเสริมสุขภาพจิตและนวัตกรรมสุขภาพจิตสำหรับผู้จัดการ เมื่อวันที่ 29 และ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ที่บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด พบว่าภายหลังการอบรม ผู้เข้าร่วมอบรมมีคะแนนเฉลี่ยความรู้เกี่ยวกับการสร้างนโยบายหรือแนวปฏิบัติเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตให้กับคนในองค์กร ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety) ทักษะการฟังอย่างเข้าอกเข้าใจ (Empathetic Listening) และทักษะการให้แสดงข้อคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ (Constructive Feedback) เพิ่มขึ้นมากกว่าก่อนการอบรมในทุกด้าน โดยคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะทั้งสามด้านของการอบรมวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 ก่อนการอบรมอยู่ที่ 2.95 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 59.00 และคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังอบรมคือ 4.39 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 87.80 ส่วนการอบรมวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 มีคะแนนเฉลี่ยความรู้และทักษะ ก่อนการอบรมอยู่ที่ 3.02 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 60.40 และคะแนนเฉลี่ยความรู้หลังอบรมคือ 4.59 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 91.80 ส่วนความพึงพอใจในการอบรมทั้งในด้านเนื้อหาของหลักสูตร ด้านวิทยากร และด้านวัสดุอุปกรณ์ประกอบการสอนของการอบรมวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.36 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 87.20 ส่วนวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568 มีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจอยู่ที่ 4.61 จาก 5 คิดเป็นร้อยละ 92.20 ซึ่งผ่านเกณฑ์ความพึงพอใจที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70

ผลลัพธ์ที่ได้จากการพัฒนาหลักสูตรและการจัดอบรมผู้นำองค์กรส่งเสริมสุขภาพจิตและนวัตกรรมสุขภาพจิตในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าแนวทางการสร้างเสริมสุขภาวะทางจิตในองค์กรที่คำนึงถึงพนักงานเป็นหัวใจสำคัญ เป็นประโยชน์และสามารถขับเคลื่อนนำไปสู่การปฏิบัติได้จริง ทำให้ผู้นำองค์กรมีทักษะ ความรู้ และความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างความปลอดภัยเชิงจิตวิทยา (Psychological Safety) มากขึ้น มีวัฒนธรรมการรับฟังซึ่งกันและกันในองค์กรแบบ Empathetic Listening ตลอดจนสามารถนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการพัฒนานโยบายและนวัตกรรมดูแลสุขภาวะของคนในที่ทำงานต่อไป

