โครงการม้านั่งมีหู (Bench with Ears) หรือโครงการพัฒนาตัวแบบกระบวนการอาสาสมัครสุขภาพจิตในชุมชน เป็นโครงการที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก “ม้านั่งมิตรภาพ (Friendship Bench Model)” ซึ่งเป็นแนวทางที่ประสบความสำเร็จในประเทศซิมบับเวในการให้บริการสุขภาพจิตระดับชุมชนในพื้นที่ที่มีทรัพยากรจำกัด เพื่อเสริมพลังให้สมาชิกในชุมชนมีทักษะและความรู้ในการช่วยเหลือผู้ที่ต้องการการสนับสนุนทางด้านจิตใจ
เนื่องจากปัญหาสุขภาพจิตในประเทศไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบัน ทว่าหลายพื้นที่ชุมชนยังขาดแคลนทรัพยากรและบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการให้บริการด้านสุขภาพจิต โดยเฉพาะในชุมชนชนบทที่ห่างไกลจากศูนย์กลางทางการแพทย์ ด้วยจำนวนจิตแพทย์ในประเทศไทยมีเพียง 1.2 คนต่อประชากรจำนวน 100,000 คน และการกระจุกตัวของจิตแพทย์ที่รวมอยู่ในพื้นที่กรุงเทพและปริมณฑล ส่งผลให้การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพจิตเป็นเรื่องยากและมีความจำกัด TIMS จึงให้การสนับสนุนโครงการม้านั่งมีหู โดยมีเป้าหมายเพื่อรับมือกับความ
ท้าทายด้านสุขภาพจิตที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ที่สามารถนำไปสู่การพัฒนากลไกสนับสนุนเครือข่ายนักดูแลสุขภาพใจชุมชน ทำงานสอดประสานไปกับบุคลากรทางจิตเวชและวิชาชีพด้านสุขภาพจิตที่มีอยู่อย่างทั่วถึงในอนาคตได้

Sati App เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่ตระหนักถึงความสำคัญของความท้าทายดังกล่าว เล็งเห็นถึงความต้องการและความจำเป็นในการเพิ่มพื้นที่การให้บริการด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่าย ในพื้นที่สาธารณะหรือพื้นที่ของชุมชน โดยอาศัยความเชื่อมโยงกันระหว่างผู้คน ใช้การมีส่วนร่วมของอาสาสมัคร ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในชุมชนเอง สร้างความใกล้ชิดและความไว้วางใจในกระบวนการดูแลและให้การสนับสนุนทางจิตใจ เนื่องจากอาสาสมัครสุขภาพจิตในชุมชนเป็นกลไกสำคัญที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงระหว่างสมาชิกชุมชนในท้องถิ่นกับบุคลากรทางจิตเวชและวิชาชีพด้านสุขภาพจิตอื่น ๆ อาสาสมัครเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการรับฟัง แนะนำวิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้น และประสานงานกับบุคลากรทางจิตเวชและวิชาชีพด้านสุขภาพจิต อันเป็นการดูแลและสนับสนุนผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิต รวมถึงเป็นการเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตให้แก่สมาชิกในชุมชน
โครงการม้านั่งมีหู เปิดรับสมัครอาสาสมัครสุขภาพจิตในชุมชนและจัดการอบรม เมื่อวันที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2568 และ 18 มกราคม พ.ศ. 2568 ณ คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถใช้ทักษะที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่อาสาสมัครสุขภาพจิต เช่น การฟังแบบ Active Listening และทักษะการสะท้อนความ เป็นต้น รวมมีผู้ผ่านการอบรมทั้งสิ้นจำนวนทั้งหมด 35 คน อายุมากกว่า 22 ปีขึ้นไป มาจากหลากหลายอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นพนักงานบริษัท นักสร้างสุขครอบครัว ครูปฐมวัย นักวิจัย ผู้ที่กำลังศึกษาต่อด้านจิตวิทยาการปรึกษา หมอดูไพ่ นักตรวจสอบบัญชี นักวาดภาพประกอบหนังสือนิทาน ผู้เกษียณอายุ และอื่น ๆ
หลังผ่านการอบรม ทางโครงการได้มีการทดลองตัวแบบและกระบวนการอาสาสมัครสุขภาพจิตในพื้นที่นำร่อง โดยนำม้านั่งมีหูไปตั้งในบริเวณพื้นที่สาธารณะ ได้แก่
- อุทยาน 100 ปี จุฬาฯ
- สวนลุมพินี
- สวนเบญจกิติ
ซึ่งเป็นสวนสาธารณะในกรุงเทพมหานครที่คนในชุมชนสามารถเข้าถึงได้ง่าย เดินทางสะดวก อีกทั้งยังเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรม และพักผ่อนหย่อนใจของคนหลากหลายช่วงวัยในยุคปัจจุบัน โดยก่อนลงพื้นที่ให้บริการในพื้นที่สาธารณะ อาสาสมัครจะได้รับ “คู่มือเพื่อนรับฟัง” เป็นคู่มือการปฏิบัติหน้าที่ติดตัว เพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติในกรณีฉุกเฉินด้วย

ตลอดระยะเวลา 6 สัปดาห์ที่โครงการเปิดให้บริการในสวนสาธารณะช่วงเวลา 16.00-20.00 น. ของวันจันทร์ วันพุธ วันศุกร์ และวันเสาร์ เวลาให้บริการรอบละ 40 นาที รวมถึงการทดลองเปิดให้บริการในงานนิทรรศการกรุงเทพมหานคร BKK Expo 2025 ช่วงเวลา 12.00-20.00 น. ทำให้ได้เห็นถึงปฏิสัมพันธ์ที่เต็มเปี่ยมไปด้วยการสนับสนุนระหว่างเพื่อนรับฟังที่ผ่านการอบรมและประชาชนทั่วไปที่เข้ามาใช้บริการ สะท้อนว่าเมื่อบริการเชิงสุขภาพจิตได้เข้ามามีบทบาทในพื้นที่ชุมชน สามารถช่วยลดอุปสรรคในการเข้าถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตขั้นพื้นฐาน ขณะเดียวกันก็สร้างพื้นที่แห่งความเข้าใจ ความเมตตา และการเรียนรู้ด้านสุขภาพจิตให้เกิดขึ้นในสังคมมากขึ้นได้



ผลสำเร็จที่ได้จากการจัดกิจกรรมอบรมอาสาสมัครม้านั่งมีหูครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่า การมีอาสาสมัครที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างถูกต้อง ไม่เพียงแค่ช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอยู่อย่างจำกัดเท่านั้น แต่ยังช่วยให้การดูแลสุขภาพจิตในชุมชนสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างทั่วถึงและเหมาะสมกับบริบทของแต่ละชุมชน
นอกจากนี้ การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพจิตในชุมชนยังเป็นการเสริมสร้างการตระหนักรู้และความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตในระดับชุมชน อันนำไปสู่การลดอคติและการตีตราเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตในสังคม ซึ่งการมีชุมชนที่มีความรู้และความเข้าใจในเรื่องสุขภาพจิตจะช่วยให้ระบบการดูแลสุขภาพจิตเป็นเรื่องที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วนในสังคมอย่างแท้จริงและยั่งยืนในระยะยาว